สวัสดีค่ะ

ข้าวหอมเองนะคะ

ตอนนี้ดีใจมากที่มีเว็บเป็นของตัวเอง ข้าวรักในการอ่านนิยาย และเขียนนิยาย หากว่าท่านไหนที่เคยรู้จักข้าวหอม/คนเขียนฝัน/วิชชุวรา/นารินนา/รรินดาอละน้องใหม่เพิ่งคลอด คือ เพลงบินใบไม้ค่ะ แวะมาแล้วอย่าลืมมาเยี่ยมชมผลงานกันบ้างนะคะ
Digg  Sphinn  del.icio.us  Facebook  Mixx  Google  BlinkList  Furl  Live  Ma.gnolia  Netvouz  NewsVine  Pownce  Propeller  Reddit  Simpy  Slashdot  Spurl  StumbleUpon  TailRank  Technorati  TwitThis  YahooMyWeb
 

Princess Le Vent

 
 

ตัวอย่างนิยายบางส่วน

กัลปาวสาน( ตัวอย่างนิยาย)

"อัญชสา น้อมรับคำสั่ง เราให้เวลาเจ้าเจ็ดวัน ให้ลงไปเตือนบรรดามวลมนุษย์ทั้งหลายว่า อีกไม่นานจะถึงกาลของพวกเขาแล้ว ให้รีบทำบุญสร้างกุศลเสีย ไม่เช่นนั้นพวกเขาจะต้องเสียใจไปอีกนานแสนนาน" คำสั่งประกาศิตขององค์มหาเทพ ตกลงมาถึงเธอโดยที่เจ้าตัวเองก็ตกใจ ด้วยไม่เคยรู้มาก่อน ทั้งที่ตอนนี้ก็มีเทพชั้นสูง อิทธิฤทธิ์มากมายอยู่กันเต็มไปหมด รวมถึงบรรดาเทวดานางฟ้าจากสวรรค์ทั้งหกชั้น นี่ยังไม่นับท่านยมบาล และผู้ดูแลขุมนรกทั้งหลายที่ร่วมชุมนุมอยู่อีก เธอมันเพิ่งผ่านสภาวะนางฟ้าฝึกหัดมาเท่านั้นเอง
"เพคะ องค์มหาเทพ แต่ว่า...."อยากบอกเหลือเกินว่า มันจะไม่เกินกำลังของเธอไปหน่อยหรือ
"ไม่เป็นไรหรอก เราได้ส่งท่านอมรให้เป็นพี่เลี้ยงของเจ้าด้วย" พระมหาเทวีกล่าวปลอบใจเธออีกแรง ก่อนจะให้อมรเทพบุตรจากสวรรค์ชั้นปรนิมมิตสวัสตีมาเป็นพี่เลี้ยงให้เธอ ซึ่งอมรเองก็มีความคุ้นเคยกับชีวิตที่เป็นมนุษย์มาก่อน เมื่อครั้งเคยลงไปใช้ความผิดคราวก่อน เทพบุตรรูปร่างสันทัด ใบหน้าเรียบเฉยจนหญิงสาวเองก็ไม่มั่นใจว่าจะเข้ากันได้หรือเปล่าก้าวเท้าออกมาแสดงความเคารพแด่พระองค์
"วางใจเถิดขอรับ ท่านองค์มหาเทพ" อัญชสาเหลือบมองเทพบุตรข้างกาย เมื่อเห็นว่าแววตาเขาดูมีความเชื่อมั่นเป็นอย่างมาก เธอก็เลยพลอยเชื่อเขาไปด้วย แม้มันจะไม่มาก แต่ก็ยังดีกว่าไม่มีเลยไม่ใช่หรือ
" อัญชสา รับบัญชาเพคะ"

สาวสวยมานั่งทำหน้าเศร้าอยู่ตามลำพัง เจ็ดวัน เธอจะทำอะไรได้บ้างนะ เดี๋ยวนี้ใครก็รู้ว่าโลกมนุษย์วุ่นวายหนักแค่ไหน บรรดาทวยเทพต่างๆกำลังแกล้งหนักอยู่อย่างนั้น จะบอกว่าแกล้งก็คงไม่ใช่ ต้องเรียกว่าเตือนมากกว่าล่ะมั้ง
ดูอย่างพระพิรุณสิ แกล้งเอาน้ำไปเทตรงนั้นบ้างตรงนี้บ้าง กลายเป็นน้ำท่วมหนัก จนเกิดเป็นปัญหาใหญ่ เพราะบรรดาเทพารักษ์ทั้งหลายได้ขึ้นมาร้องเรียนกันเยอะมาก ว่าตอนนี้พวกท่านไม่มีที่อยู่ เพราะมนุษย์ที่ชอบตัดไม้ทำลายป่าอย่างรุนแรง ยิ่งตรงไหนร้องเรียนมาก ท่านก็เทลงมากหน่อย
คราวนี้แหละ เป็นเรื่องเลย
ยิ่งพระพายนะ ท่านเป็นเทพที่ชอบความเร็วอยู่เป็นทุน ความเร็วของท่านก็มักจะก่อปัญหาหลายอย่างเช่นกัน อย่างบ้านของชาวบ้านที่โดนพัดจนพังเสียหายนั่น ไม่ต้องบอกก็รู้ว่าใครทำ บางทีก็ไปหอบไอน้ำของพระพิรุณมาบ้าง ลมเย็นเจอน้ำเย็น มันก็กลายเป็นลูกเห็บพัดถล่มเสียกระจุยกระจาย
นี่มันเป็นเรื่องเบาะๆมาก หากเพราะยิ่งพระพายกับพระอัคคีเจอกันเมื่อไหร่ ไม่ต้องมีคำบรรยายใดทั้งสิ้น แต่ตอนนี้ท่านเทพทั้งสามกำลังให้บทเรียนกับมนุษย์โดยการแยกกันปฏิบัติงาน สังเกตดูสิ บางส่วนจะเกิดน้ำท่วม บางที่แห้งแล้งไฟไหม้ บางที่ก็ลมกรรโชกแรง คิดว่าจะมีใครทำได้อีกเล่า
"เฮ้อ" เธอเผลอถอนหายใจออกมาเสียงดัง จนคนที่เข้ามาใหม่อมยิ้ม
"เป็นอะไรไปหรือ อัญชสา"เสียงอ่อนหวานดังขึ้นจากเบื้องหลัง ทำให้หญิงสาวหันไปมองก่อนยิ้มอย่างอ่อนใจ
"กำลังกลุ้มใจเพคะ"
"โธ่เอ๊ย เจ้าน่ะจะกลุ้มใจไปทำไม"
"ก็ลูกไม่เข้าใจว่าทำไมถึงต้องเป็นลูกที่ไปทำหน้าที่นี้ด้วย"คิ้วเรียวสวยขมวดเข้าหากันจนใบหน้ายุ่งเหยิงไปหมด
"ก็เจ้าเป็นลูกของเรา ท่านพ่อมีความจำเป็นต้องทำเช่นนี้เพื่อให้เจ้าเติบโตเป็นผู้ใหญ่มากกว่านี้นะ"
พระมหาเทวีลูบศรีษะเล็กๆของเธออย่างทะนุถนอม หน้าที่บางครั้งก็ต้องสละซึ่งเรื่องส่วนตัว
อัญชสาเองก็เป็นมนุษย์ผู้ประกอบความดีมามากมายพอควร จึงได้มาเกิดในตำหนักองค็มหาเทพได้ และท่านก็นับเธอเป็นธิดาเพียงองค์เดียว แต่น้อยคนนักที่จะรู้ เพราะเธอยังทำตัวล่องลอยไปกับท่านเทพชั้นสูงหลายท่านที่สนิทชอบพอกันอยู่ และเธอยังชอบขลุกอยู่ในอุทยานจนดูเหมือนนางฟ้ารับใช้มากกว่า อีกอย่างเรื่องการที่จะให้เธอเป็นคนนำสารนั้น มันก็เป็นมติ ทวยเทพ ใช่เป็นคำสั่งขององค์มหาเทพเพียงลำพังเสียเมื่อไหร่
"มีอะไรต้องกลุ้มใจอีกเล่า" พระนางประทับนั่งข้างกายสาวน้อยที่ยังแอบถอนหายใจต่ออีกเฮือก
"ก็ฝีมือลูกธรรมดาเท่านี้ จะให้ไปทำภาระกิจใหญ่อย่างนั้น เดี๋ยวก็พังเสียชื่อกันพอดี"
"อย่ากังวลเลย ข้างล่างยังมีคนที่จะช่วยเหลือเจ้าอีกมาก จงใช่จิตสัมผัสหาวิญญาณบริสุทธิ์ให้พบ แล้วใช้เขาเป็นสื่อให้ได้เถอะ" อัญชสาหันมาซบศรีษะของเธอลงกับพระอังสาของพระเทวี ก่อนพึมพำขอบคุณในคำแนะนำของท่าน

ร่างสูงสง่านิ่งขรึมผิดปกติ เมื่อต้องส่งพระธิดาสาวไปยังโลกมนุษย์ใยเล่าจะไม่ห่วง ท่านฝากฝังอมรเสียยืดยาวจนเขาเองก็อดแปลกใจไม่ได้
"อัญชสา ในนามขององค์มหาเทพ เทพยดาทุกองค์จะรู้ว่าจะมีผู้นำสารไปยังโลก เจ้าต้องแสดงออกถึงศักดาของเราเหล่าเทพสวรรค์ อย่าลืม"
"เพคะท่านพ่อ" หญิงสาวพึมพำย่อกายทำความเคารพท่าน อมรเทพบุตรชะงัก เมื่อได้ยินสรรพนามที่เธอเรียกท่านเมื่อครู่ไม่ชัดเจนแต่ก็มั่นใจว่าไม่ผิดพลาด ก็เกิดความเข้าใจว่า ทำไมถึงต้องเป็นเธอ ที่แท้เรื่องมันก็เป็นอย่างนี้นี่เอง
"เราฝากด้วยนะ อมร"
"ขอรับองค์มหาเทพ"
แสงสว่างสุกใสหล่นจากฟากฟ้า มองแล้วคล้ายดาวตกหากมันจะแปลกก็คงเป็นตรงที่มันตกลงมาเป็นคู่นั่นแหละ อรรคเนตรแหงนหน้ามองท้องฟ้าสีดำสนิท เพราะพระจันทร์โดนเมฆก้อนใหญ่บดบังจนเวลานั้นมืดไปหมด มองแล้วก็เหมือนชีวิตที่มืดมนของเขาตอนนี้เหลือเกิน ในยามที่เศรษฐกิจฝืดเคือง ยังมาตกงานเสียอีก
“โว้ย”ชายหนุ่มจ้องมองบนฟ้าก่อนตะโกนระบายความอึดอัดใจออกมาเสียงดัง
ดวงตาที่มองไปบนนั้นเมื่อครู่ มันโตขึ้นเรื่อยๆจนเบิกกว้างขึ้นเรื่อยๆ เมื่อเห็นดาวตกที่เขาเห็นเมื่อก่อนหน้า มันลอยวูบไปมาอยู่บนหัวของเขานี่เอง
ร่างบางของสาวสวยเซไปเล็กน้อยเมื่อจังหวะลงสู่พื้นของเธอไม่ค่อยดีนัก ขณะที่อมรลงสู่พื้นได้อย่างสง่างาม เขายกมือขึ้นยันเธอเอาไว้เมื่อเห็นท่าจะจะล้มมาทางตนเองเข้า
“ท่านพาเรามาที่นี่ทำไมกันเนี่ย” อัญชสาสะบัดชายผ้าที่พริ้วบางไปด้านหลังของตนเอง มองหน้าผู้ที่รับหน้าที่มาเป็นพี่เลี้ยงของเธอด้วยเช่นกัน
“ก็พาเจ้ามาหาดวงจิตบริสุทธิ์ไงเล่า” เทพหนุ่มตอบด้วยสีหน้าเรียบสนิท
“ที่นี่น่ะเหรอ” นางฟ้าน้อยย้อนถามเสียงสูง ไม่อยากเชื่อว่าจะหาง่ายอย่างนั้นเชียวหรือ แต่อมรก็คว้าแขนเธอลากไปทางอื่นเสียก่อน เพราะเจ้าของบ้านหนุ่มกำลังเดินตามแสงที่เขามองเห็นตรงมาทางนี้ ถ้าจำไม่ผิด เมื่อครู่มันร่วงมาตรงบริเวณกำแพงนี้นี่นา ทำไม่ไม่เห็นมีอะไรเลย หรือว่าเขาตาฝาดไปนะ เขาส่ายหน้า ไม่เข้าใจเหมือนกันว่ามันหายไปไหน
ประตูห้องนอนปิดลงไปแล้ว แต่ตัวเขาเองต้องเป็นคนที่สะดุ้งสุดตัวเมื่อเห็นสาวสวนนอนเล่นอยู่บนเตียงเขาอย่างสบายใจ อรรคเนตรหลับตาท่องนะโมในใจ ก่อนลืมตาขึ้นมามองใหม่
“เฮ้อ” เขาถอนหายใจอย่างโล่งอก เมื่อไม่เห็นมีใครนอนบนเตียงเหมือนเมื่อครู่ ถ้ามีคงไม่ใช่คนแน่ บ้านเขามีทางเข้าเพียงทางเดียว ถ้าจะมีใครเข้ามาเขาต้องเห็น และถ้าเขายังเห็น สิ่งนั้นต้องไม่ใช่คน ผ้าปูที่นอนเรียบร้อย ไม่มีรอยยับย่นเหมือนมีคนใช้งานมาก่อน เขาอาจเครียดเรื่องหางานทำมากเกินไปจนคิดฟุ้งซ่านไปเองก็เป็นได้
“ย้าก”คราวนี้เขาร้องเสียงหลง เมื่อมีร่างเล็กในชุดขาวพริ้วมายืนมองอยู่ข้างกายเขา ชายหนุ่มกระโดดขึ้นเตียง คว้าผ้าห่มมาคลุมหัวก่อนท่องคาถายกใหญ่
“หมอนี่แปลก ทำยังกับมองเห็นเรา” อัญชสานึกในใจเพราะน้อยคนนักที่จะสัมผัสกับความเป็นทิพย์ที่ละเอียดอ่อนเหนือสิ่งใด ก่อนจะเดินไปนั่งตรงปลายเตียงของเจ้าของห้องที่แต่มุดใต้ผ้าห่ม จนเธอชักเอะใจ ว่าเขาอาจจะมองเห็นเธอจริง ซึ่งหากเป็นอยากนั้นก็เชื่อแน่ว่าเขาเป็นดวงจิตบริสุทธิ์อย่างที่ท่านอมรบอก
“สาธุ เจ้าที่เจ้าทางช่วยเหลือลูกด้วยเถิด” โถ น่าสงสารเจ้าหนุ่มนี่อย่างหนัก ท่านพระภูมิเจ้าที่ ป่านนี้ท่านคงพักผ่อนสบายใจเฉิบที่ศาลของท่านแล้ว ไม่มาอยู่ขวางทางเธอหรอก
“นี่ พ่อหนุ่ม”เธอหยั่งเสียงลองทักเขาดูอีกครั้ง ปรากฏว่าเขายิ่งสั่นหนักมากกว่าเดิม นางฟ้าน้อยผู้สูงศักดิ์ลอบยิ้มอย่างพอใจ ดี เธอจะได้ไม่ต้องลำบากที่จะหาทางติดต่อ มองเห็นเธอก็ดีแล้ว
หญิงสาวลอบยิ้มอย่างพอใจ ก่อนจะนั่งมองเขานิ่งๆคล้ายจะทำให้เหยื่อตายใจ
อรรคเนตรเงี่ยหูฟัง ก็นึกโล่งใจที่ไม่มีเสียงผู้หญิงเรียกเขาเหมือนก่อนหน้านี้ จึงค่อยๆ โผล่หน้าออกมาดู
“ฟู่”เขาเป่าปากอีกครั้ง ก่อนจะตาเหลือกค้าง เมื่อใบหนาเนียนใส ขยับมามองเขาจนแทบจะติดกัน และครั้งนี้ เขากลัวจนตัวแข็งค้างขยับไม่ออกไปเลยทีเดียว
“เป็นไปไม่ได้ นี่ผมฝันไปใช่ไหมนี่” เจ้าของบ้านหนุ่ม พยายามหยิกตนเองก่อนจะสะดุ้ง เพราะมันยังคงเจ็บอยู่ดี
“เราพูดให้เจ้าฟังหลายรอบแล้วนะ ว่าเราไม่ใช่ผี เราเป็นนางฟ้า” เธอทำเสียงเหนื่อยหน่ายใจ เมื่อเขายังคงจ้องมองเหม่อไปยังบานประตู แววตาล่องลอย ไม่เชื่อในสิ่งที่เธอพูด เปล่าหรอกไม่ใช่ไม่เชื่อ เพียงแต่อรรคเนตรบอกกับตัวเองว่า เขายังรับไม่ได้กับสิ่งที่เจอต่างหาก
“จะให้ผมเชื่อได้ยังไงว่าคุณเป็นนางฟ้า”
“เอาล่ะ ฟังให้ดีนะ เรา ชื่อ อัญชนาริสาอัปสรา แต่เจ้าเรียกเราว่าอัญชสาก็พอแล้ว ส่วนเรื่องของเจ้าเรารู้หมดแล้ว ไม่ต้องบอกหรอก” เขาปรายตามามอง ทำสีหน้าคล้ายไม่เชื่อหญิงสาวจึงร่ายยาวต่อไปอีก
“เจ้าชื่อ อรรคเนตร เสวตกุลสาร เกิดวันศุกร์ ที่ 12 พฤศจิกายน เป็นวันขึ้น15 ค่ำ เดือน 12 พอดี
ปีนี้อายุ 28 ใช้ชีวิตอยู่คนเดียว พ่อแม่เสียชีวิตเพราะอุบัติเหตุเมื่อตอนเจ้าอายุ18 และตอนนี้เจ้ากำลังตกงานเพราะเจ้าไม่ยอมทำตามหัวหน้าที่บอกให้เจ้าโกงบัญชีของบริษัท” เขายิ้มเรื่อย ก่อนมาสะดุดที่คำพูดสุดท้ายของเธอ ผู้หญิงคนนี้รู้ได้ยังไง ว่าเขาโดนไล่ออกเพราะสาเหตุอะไร เรื่องนี้เขาไม่เคยเล่าให้ใครฟังมาก่อนเลยด้วยซ้ำ
“ก็ถูกของเธอ แต่เธอจะเอาอะไรมาพิสูจน์ล่ะว่าเธอเป็นนางฟ้า” เขาเอ่ยถามเธอซ้ำในหัวข้อที่ตนเองไม่แน่ใจ คิ้วเข้มหนายักแผล็บ กวนโมโหสุดๆ เมื่อไม่กลัว ความกวนจึงเข้ามาแทน
หญิงสาวทำหน้าเหนื่อย ทำไมนายคนนี้เชื่อยากเชื่อเย็นจริงแฮะ ท่านอมรก็ดันกลับสวรรค์ไปเสียแล้ว ปล่อยเธอเผชิญหน้าเจ้ามนุษย์นี่เพียงลำพัง
“งั้นก็ดูซะ” กล่าวจบเธอก็ลอยตัวขึ้นไป พร้อมเปล่งรัศมีแห่งเทพธิดาชั้นสูงเป็นสีขาวนวลสว่างจ้าไปทั่วทั้งห้อง อรรคเนตรตาค้างอีกครั้ง อึ้งไปจนพูดไม่ออก แสงจ้าเมื่อครู่หรี่ลงอย่างสม่ำเสมอ จนเข้าสู่ภาวะปกติ รวมถึงอัตราการเต้นของหัวใจเขาด้วย ชัดเจนที่สุดว่าเขากำลังเผชิญหน้ากับสิ่งที่ไม่ใช่คน
“วันนี้เรารบกวนเจ้าเท่านี้ นอนเสีย เจ้ายังมีภาระอีกมากที่ต้องทำ”เธอกล่าวจบก็โบกมือวูบ เป็นควันบางเบาลอยมากระทบโสตประสาทของเขา มันหอมหวาน หอม มืดสนิทในที่สุด......
ดินแดนรัก(ตัวอย่างนิยาย)

สายลมที่พัดไหวรุนแรงจนต้นไม้น้อยใหญ่ไหววูบไปตามแรงลม เพราะไม่อาจต้านทานอานุภาพนั้นไหว มันรุนแรงราวกับต้องการจะถอนรากถอนโคนให้สิ้นซากกระนั้น ท้องฟ้าที่เริ่มมืดสนิทมีเสียงคำรามตามมาอย่างน่าหวั่นเกรง บรรดาส่ำสัตว์น้อยใหญ่วิ่งเข้าไปหลบยังที่พักของตนเอง ไม่กล้าแม้แต่จะโผล่หน้าออกมาดูสถานการณ์ด้านนอก จึงไม่มีใครเห็นนกตัวใหญ่สีทองที่บินต่ำลงเรื่อยๆ คล้ายกำลังจหมดแรง อ่อนล้าลงทุกขณะ
ความอ่อนล้าจากการบินในระยะไกล รวมถึงท้องที่ใหญ่โตใกล้คลอด ทำให้เธอไปต่อไม่ไหว
ครั้นมองกลับหลังไปก็พบกับเจ้านกสีทองในลักษณะเดียวกัน หากใหญ่โตมากกว่าหลายเท่านัก บินตามมาไห่ง แม้จะเหนื่อยล้าแทบขาดใจ แต่อย่างไรเสียเธอก็ต้องรักษาสิ่งมีชีวิตน้อยๆ นี้ไว้ให้ได้
สุดแดนหัสยะนคร ทำให้ป่าที่มองเห็นเบื้องหน้าเต็มไปด้วยไอหมอกหนาทึบ นางรีบรวบรวมกำลังครั้งสุดท้าย พุ่งกายตัดเข้าไปในนั้นทันใด จะเป้นอย่างไรเธอก็ไม่ได้สนใจอีกแล้ว
แสงสว่างฟาดเปรี้ยงเข้ากับร่างที่กำลังฝ่าสายหมอกเข้ามาทันที ดินแดนแห่งสายหมอกที่เชื่อมต่อระหว่าง หัสยะ และสีหะ เป็นดินแดนต้องห้าม ผู้ที่พลัดหลงเข้าไปโอกาสที่จะกลับมาได้น้อยมากถึงไม่มีเลยก็เป็นได้ ร่างของนกยักษ์อีกตัวหยุดยั้งอยู่ที่เดิมก่อนเปล่งเสียงหัวเราะอย่างสมใจ ก่อนจะเปลี่ยนทิศมุ่งสู่ถิ่นที่ตนเองจากมา
หลายปีผ่านไป................
เสียงครืนลั่นก้องป่า บรรดาสัตว์น้อยใหญ่ต่างกระโดดหนีตายกันจ้าละหวั่น เพราะเป็นที่รู้กันดีว่าต้องเป็นสามสหายแห่งสีหะนครกำลังมุ่งตรงมาทางนี้อย่างไม่ต้องสงสัย หนึ่งในนั้นเป็นราชสีห์ที่มีกายขาวเผือก หากว่ามีสีแดงดุจครั่งสะดุดตาแต่งแต้มไปตาม ปาก ท้อง และขนส่วนอื่นๆ ท่วงท่าสง่างามกระโจนจ้วงนำหน้าเพื่อนไปหลายก้าว ตามติดด้วยร่างสีเหลืองนวล และท้ายสุดเป็นร่างสีหม่น
ร่างงามสง่าของหนุ่มน้อย ผู้มีผิวกายผุดผ่อง ในอาภรณ์สีขาวนวลยืนกอดอกมองลงไปยังเบื้องล่างของยอดคันธมาส
“สิงห์เจ้านี่มันสุดยอดเหมือนเดิม” หนุ่มน้อยในอาภรณ์สีเหลืองอ่อนตามมาถึง ใบหน้ายังชื้นไปด้วยเหงื่อเพราะออกแรงวิ่งมากไปหน่อยแต่ถึงอย่างนั้นก็ยังสู้คนที่มาถึงก่อนไม่ได้ “อ้าว แล้วอวิรุทธ์ล่ะ โภไคย”เขาเอ่ยถามเพื่อนอีกคนที่ยังมาไม่ถึงตามนัดเสียที รู้สึกว่าเขาจะทำตัวสมชื่อเสียจริง นาม อวิรุทธ์ คือ การมีอิสระ และเจ้าเพื่อนตัวดีก็โอ้เอ้มาตามรายทาง ไม่สนใจการแข่งขันของผู้ใดทั้งสิ้น
“คงใกล้มาถึงแล้วมั้ง” ทั้งสองเดินไปนั่งรอยังโขดหินริมหน้าผาก่อนจะปรากฏร่างชายหนุ่มในอาภรณ์สีหม่นดำเดินตรงมาหา
“รอนานไหมเพื่อนฝูง” โภไคยเหลือบตามอง ช้าแล้วยังมาทำเป็นมีอารมณ์ขันอีกนะ เขากับสีหนาทรอจนจะหลับอยู่แล้ว
“นาน”หากคนตอบเป็นอีกคน
“เรารีบไปกันดีกว่า ป่าหมอกนี่ยิ่งมืดเขายิ่งว่าอันตราย”สามหนุ่มมองหน้ากันอย่างรู้ใจ ก่อนรีบเดินทางในทันที เมื่อทางผู้ใหญ่ของทั้งสามกำลังติดประชุมอันยาวนาน และพวกเขานั้นกว่าจะได้ออกจากถ้ำก็ต้องรอเป็นเวลานาน เช่นนี้แล้ว พวกเขาจึงไม่อยากรอให้เสียเวลาอีกต่อไป
สายหมอกหนาทึบอยู่เบื้องหน้า แต่สีหนาทกลับยืนนิ่งไม่หวั่นเกรง เขากระโจนไปข้างหน้า ข้ามพ้นแนวป้องกันนั้นจนได้ สองหนุ่มน้อยมองหน้ากันก่อนกระโจนตามเขาเข้าไปในที่สุด
“นี่อวัศยา เรายังไม่พออีกหรือ”สาวน้อยวัยแรกแย้มสองนางเดินคุยกันมาตามทางกลับบ้าน โดยในมือถือตะกร้าผลไม้มาด้วยคนละใบ คนที่ถูกถามหันมาตอบอย่างเข้าใจความรู้สึกของเพื่อนว่าคงเหนื่อยแล้วถึงถามเช่นนี้
“พอก็ได้จ้ะว่าแต่เธอเถอะเก็บน้ำหวานมาบ้างหรือเปล่า”มัสวาเชิดหน้าตอบอย่างมั่นใจที่สุด “ไม่ได้เลย” ทำไมเธอต้องหาด้วย ในเมื่อเธอมีตำแหน่งที่สูงกว่าผึ้งงานตัวอื่นๆ เดี๋ยวก็มีคนเอามาให้เธอกินเองแหละ ไม่ได้เดือดร้อนขนาดนั้น
“เป็นเธอก็สบายไปอย่างเนอะ ดูเราสิ “ท้ายเสียงฟังดูเศร้าไปถนัดใจจนหญิงสาวต้องหันไปมองเพื่อน อวัศยามีแม่ทีป่วยกระเสาะกระแสะ ทั้งสองอาศัยอยู่กระท่อมข้างอาศรมของท่านฤๅษี เหตุที่ทั้งสองรู้จักกันก็เพราะเธอชอบตามพ่อไปหาท่านฤๅษีด้วยจึงทำให้พบเจอสองแม่ลูก โตขึ้นมาหน่อยท่านฤๅษีก็สอนมนตราสำหรับเปลี่ยนร่างกายให้กับพวกเธอ ทำให้เดินเหินสะดวกขึ้น
“เอาน่า ข้าว่าเราไปหาแม่เจ้าดีกว่า เดี๋ยวค่ำก่อนนะ”
“จ้ะ” แล้วสองสหายก็มุ่งหน้าไปยังที่พักทันที
หนุ่มน้อยทั้งสาม เมื่อเข้ามายังป่าหมอกได้ก็เกิดความยินดีปรีดาหนักหนา วิ่งโผนโจนทะยานไปทั่ว สีหนาทพิศมองดูพรรณไม้แปลกตา หาใช่สีเขียวขจีเช่นสีหะนคร แต่เป็นต้นไม้ยืนต้นสีเทา สูงใหญ่โอบล้อมด้วยกระไอค่อนข้างหนา และสิ่งที่ทุกคนล้วนสัมผัสได้ก็คือความเย็น เพิ่งรู้ว่าหิมพานต์อันกว้างใหญ่ ยังมีสถานที่แบบนี้อยู่ ทำไมทุกคนถึงกล่าวขานกันว่า ดินแดนสายหมอกเป็นสถานที่ลึกลับ น่ากลัว เท่าที่ดูไม่เห็นมีสิ่งใดที่น่าจะเป็นอันตรายได้เลย นอกจากความเงียบเชียบของป่าเท่านั้น
ทั้งสามกระโจนเล่นไปตามสุมทุมพุ่มไม้ไปเรื่อยเมื่อถึงพุ่มไม้ที่สูงใหญ่ ท่วมหัวร่างสูงที่นำหน้าก็หยุดชะงักไป โภไคยเห็นเช่นนั้น ก็กระโดดแซงหน้าเพื่อนอย่างรวดเร็ว
“โอ๊ย”เสียงร้องอย่างตกใจแกมเจ็บปวดดังประสานกันขึ้นมาทันที หลังจากที่เขาผ่านหน้าสีหนาทเพียงนิดเดียว คนที่เรื่อยเปื่อยอยู่ก็เร่งฝีเท้าขึ้นมาดูทันใด ภาพที่เห็นจะขำก็ไม่ใช่ จะสมน้ำหน้าก็ไม่เชิง เพราะสีหนาทกำลังประคองหญิงสาวคนหนึ่งไว้ แต่โภไคย ลงไปนอนแอ้งแม้ง ทับสตรีสาวอีกคนอยู่กับพื้น ผลไม้หล่นเกลื่อนกระจายตามพื้นดิน และสิ่งที่ชัดเจนในสายตาเขาตอนนี้คือ สาวน้อยคนนั้น ตาเขียวปัด
“นี่ ออกไปจากตัวข้าเดี๋ยวนี้นะเจ้าคนแปลกหน้า”เธอตวาดแหวเสียงดังไม่สมตัว หน้านิ่วเหยเก เพราะเจ็บจนจุกไปหมดทั้งตัว
“เฮ้ย รุทธิ์ เจ้ายืนมองทำไม มาช่วยเราทีสิ”โภไคยเรียกหาตัวช่วย เพื่อให้ฉุดเขาให้ลุกขึ้น อวิรุทธิ์ยิ้มอ่อนโยนก่อนจะส่งมือออกไปตามคำเรียกขอ
ทางด้านอวัศยา เธอกำลังยืนตกใจอยู่เพราะเหตุการณ์เมื่อครู่มันเกิดขึ้นเร็วมาก จนตัวเธอตั้งหลักไม่ทัน แต่ก็โชคดีกว่ามัสวาที่ไม่ต้องล้มลงไปเจ็บตัว เพราะว่าร่างสูงตรงหน้าชะงักเท้าทันและยังช่วยประคองเธอไว้อีก ร่างเล็กค่อยๆผละออกมาอย่างมีมารยาท ก่อนจะยิ้มน้อย พึมพำเสียงบางเบา
“ขอบคุณมากนะท่าน”
เธอเดินออกไปดูเพื่อนรักนานแล้ว หากชายหนุ่มยังยืนตะลึงอยู่ที่เดิม เมื่อสักครู่หากรู้สึกไม่ผิดใจของเขาสั่นรัวจนกลัวว่ามันอาจจะหยุดเต้นไปเสียแล้วก็เป็นได้ นี่เขาเป็นอะไรไปนะ
โภไคยเดินกระย่องกระแย่งมาแตะไหล่หนั่นหนาของเพื่อน นั่นแหละเขาถึงได้รู้สึกตัว ตื่นจากภวังค์
“เป็นอะไรไปหรือสิงห์”
“เปล่าหรอก ว่าแต่เจ้าเถอะ”เขาหันไปมองหน้าคมสันที่บึ้งตึง อย่างคนไม่พอใจอะไรสักอย่างมา
“เราก็แค่เจ็บใจเจ้าอวิรุทธิ์นัก แทนที่จะช่วยเพื่อน กลับ ดันไปช่วยยายปากร้ายนั่น”
โภไคยเหลือบมองเพื่อนที่เอาแต่ยิ้มขำอย่างขัดเคืองใจ ใช่สิ มันไม่ได้ลงไปล้มกลิ้งไม่เป็นท่า เสียเชิงราชสีห์อย่างเขานี่นา แถมยังโดนสวดมาอีกเป็นกระบุง
“ก็เจ้าเป็นผู้ชาย อย่างไรเสียเราก็ต้องช่วยเหลือสตรีก่อน”
ชายหนุ่มที่ดูเป็นผู้ใหญ่กว่าคนอื่นก็พยักหน้าอย่างเห็นด้วย ก่อนจะหันไปมองสาวน้อยสองนางที่คุยกันอยู่อีกทางและตั้งท่าจะเดินจากไป
“ช้าก่อน” เขารีบเอ่ยทักขึ้นมาทันที เป็นผลให้มัสวาหันขวับกลับมามองทั้งสามหนุ่ม
“มีอะไรหรือท่าน พวกเรากำลังรีบ” เป็นอีกหนึ่งสตรีที่เป็นผู้เอ่ยถาม เมื่อเห็นเช่นนั้นเขาจึงสบโอกาสรุกทันที
“พวกเจ้าชื่ออะไรกันหรือ เราเองต้องขอโทษกับเรื่องเมื่อครู่จริงๆ” เธอหันหน้ามองเพื่อนเพียงนิด ก่อนจะหันมาตอบคำถามที่อีกฝ่ายได้ถามเอาไว้
“ข้าชื่อหมอก เพื่อนข้าชื่อผึ้ง แล้วพวกท่านล่ะ ข้าไม่เคยเห็นมาก่อนเลย”
“พวกเราหลงทางมาน่ะ เราชื่อสิงห์ เพื่อนเราชื่อ โภไคย ส่วนอีกคนชื่อรุทธิ์”
มัสวาเห็นว่าเพื่อนอาจติดการสนทนาในครั้งนี้นานเกินจำเป็น จึงรีบสะกิดเตือนเพราะเกรงว่าป้าจันของเธอจะหิวมากเสียก่อน
“ยินดีที่ได้รู้จักทุกท่าน แต่ตอนนี้พวกข้ารีบไป”กล่าวจบสองสาวก็เดินจากไปอย่างรวดเร็ว ปล่อยให้สามหนุ่มมองตามไป ใจก็คิดไปในเรื่องที่ต่างกันไปด้วย
ผลไม้ถูกนำมาวางไว้ตรงหน้าสตรีผู้มีใบหน้าพริ้งเพรา แม้กาลเวลาจะผันผ่านหากใบหน้าเจือด้วยรอยยิ้มเป็นนิจก็สามารถช่วย ทำให้ใบหน้านางอ่อนเยาว์ลงไปมาก ร่างบอบบางของเจ้าของดวงหน้าสวมเสื้อผ้าที่ทำจากหนังสัตว์ เอื้อมมือมาหยิบผลไม้ไปถือไว้อย่างพิจารณา ที่แขนยังมีริ้วรอยสีดำจางพาดเป็นแนวยาว คล้ายเป็นรอยย้ำเตือนว่า ได้มันมาเช่นไร และนับเป็นรอยแรกแห่งการเดินทางสู่ดินแดนสายหมอกแห่งนี้
“ทำไมบางลูกช้ำจังเลยหมอก”นางเอ่ยถามลูกสาว กับเพื่อนของลูกอีกคนที่นั่งคลำก้นตนเองอยู่อีกทาง สองสตรีแรกรุ่นหันมามองกัน ก่อนอวัศยาจะเป็นคนตอบเสียเอง
“คือ อย่างนี้จ้ะ ระหว่างทาง เราเกิดไปเดินชนกับชายแปลกหน้า ผลไม้ก็เลยหล่นลงพื้น แต่เราก็เลือกลูกสวยที่สุดมาฝากแม่แล้วนะจ้ะ”
“จริงจ้ะ ป้าจัน” หญิงสาวอีกคนเสริมขึ้นมาในทันใด นางจึงได้แต่ส่ายหน้ากับปี่แล้วก็ขลุ่ยคู่นี้
“เอาไปฝากท่านตาด้วยสิ” หญิงสาวตาโต นี่เธอลืมท่านตาไปได้ยังไงกันนะ แย่จริง
มือเรียวเล็กฉวยคว้าเอาผลไม้สามสี่ลูก มุ่งตรงไปยังอาศรมที่อยู่ไม่ห่างกันในทันที
“ป้าจันจ๋า ผึ้งขอตัวก่อนนะ ขืนอยู่นานพ่อบ่นจนผึ้งแตกรังแน่” มัสวาเอ่ยลา เมื่อเห็นว่าความมืดครึ้มเริ่มมากขึ้นทุกที ขืนช้ากว่านี้พ่อเธอต้องมีอาการอย่างที่ว่าแน่นอน

อวัศยาก้มลงกราบผู้ที่นั่งหลับตานิ่งอย่างอ่อนช้อย ก่อนจะพยายามเคลื่อนไหวตัวให้เบาเสียงที่สุด เพราะเกรงว่าจะเป็นการรบกวนท่าน
“มีอะไรหรือเจ้าหมอก”ท่าวรวิสุทธ์ฤาษีเอ่ยถามขณะที่หญิงสาวกำลังจ้องมองท่านด้วยแววตาแจ่มใส
“เปล่านี่จ้ะ หลานแค่เอาผลไม้มาฝากท่านตา”มือบางเลื่อนผลไม้สุกน่ากินที่เธอถือติดมือมาไปตรงหน้า
“วันนี้เจ้าเห็นคนแปลกหน้าผ่านมาทางนี้หรือเปล่า” ท่านเอ่ยถามเธออีกครั้ง เพราะรู้สึกถึงพลังบางอย่างที่ล่วงล้ำเข้ามาดินแดนแห่งมนตราที่ท่านดูแลรักษาอยู่
สายหมอกที่กางกั้นเบื้องนอกเปรียบดุจวิสุทธิมนตรา กางกั้นภัยมารทั้งปวงให้เข้ามาไม่ได้หากมีจิตเป็นอกุศล ฝ่ายหญิงสาวเองกำลังหวนนึกถึงชายหนุ่มสามคนที่เธอกับมัสวาเกือบมีเรื่องด้วเมื่อครู่ใหญ่ก่อนหน้านี้
“เห็นเจ้าค่ะ เมื่อไม่นานนี้เอง เขามากันสามคน”
ท่านไม่ได้กล่าวสิ่งใดอีก หากหลับตาลงอย่างสงบ ก่อนนิมิตที่ปรากฏจะเป็นราชสีห์สามตนที่หยอกล้อกันตามรายทางอย่างสนุกสนาน โดยไม่ทันได้นึกว่า ที่นี่ยามค่ำคืนเหน็บหนาวยิ่งนัก
หากผู้ไม่คุ้นชินจะเกิดอาการหนาวสะบั้นแทบขาดใจ




ร่างทั้งสามกระโดดโลดเต้นไปมาไม่ทันจะสังเกตว่า บรรยากาศรอบกายเริ่มแปรเปลี่ยน ความมืดคลื้มที่ป่าหมอกแห่งนี้จะโรยตัวอย่างรวดเร็ว และหนาวเย็นแบบเฉียบพลัน เป้นเช่นนี้มานานหนักหนาสำหรับผู้ที่คุ้นเคย แต่สำหรับผู้มาใหม่ทั้งสามคนนั้น เป้นสีหนาทที่เริ่มสำเหนียกได้ถึงความผิดปกติรอบกาย
“นี่ รุทธิ์ โภไคย พวกเจ้ารู้สึกเหมือนเราบ้างไหม” ราชสีห์หนุ่มที่มีผิวกายเผือกผ่อง สีแดงชาดแต่งแต้มตามขนเป็นลักษณะที่งดงาม ถูกต้องตามลักษณะทุกประการกล่าวขึ้น
“เรารู้สึกว่าหนาวเย็นยังไงไม่รู้” โภไคยตอบกลับมา เพราะเมื่อหยุดวิ่ง เขาก็สัมผัสถึงความเหน็บหนาวได้ทันที ขนาดว่าเขามีขนที่ค่อนข้างหนาแล้วเชียวนะ
“เจ้าไม่รู้สึกอันใดบ้างหรอกหรือ รุทธิ์” ราชสีห์หนุ่มที่ได้ชื่อว่าใจร้อนกว่าใครเพื่อนหันไปถาม ผู้ที่เอาแต่ยืนนิ่ง สายตาคม หันมองรอบกายไปมาอย่างผู้ที่กำลังใช้ความคิด
“รู้สิ แต่ว่าตอนนี้ เราต้องรีบกลับกันก่อนจะดีกว่า เราไม่ชินกับป่าแห่งนี้ หากยิ่งมืดอาจยิ่งอันตรยก็ได้”
สีหนาทเห็นด้วยกับความคิดนี้เป็นอย่างยิ่ง ทุกคนควรจะต้องรีบกลับ ยิ่งป่านนี้ไม่รู้ว่า การประชุมของเจ้าป่าทั้งหลายจะจบสิ้นกันแล้วหรือยัง
“ว่าแต่ว่า พวกเจ้าจำทางได้ใช่หรือไม่”สิ้นคำถามของโภไคย ทั้งสามก็เป็นอันต้องหันมามองหน้ากันโดยพร้อมเพรียง เพราะยิ่งหลงเพลินเข้ามาแล้ว ก็ไม่มีใครสนใจเส้นทางอีกเลย
ท่าว่าพวกเขาจะพบเรื่องยุ่งยากใจเข้าเสียแล้วกระมัง

“เราจะทำยังไงกันดี”สามหนุ่มเริ่มมองไปยังรอบกาย ก่อนจะพบว่าอากาศรอบตัวเริ่มหนาวเหน็บมากขึ้นทุกที บรรยากาศก็มืดครึ้มลงทุกขณะ ย่ำเท้าไปทิศใด ก้เวียนวนกลับมาที่สถานที่เดิมอยู่ทุกครา
“เช่นนั้นเราต้องจับกลุ่มเอาไว้ให้มั่น ห้ามพลัดจากกันเด็ดขาด”สีหนาทกล่าวแก่สหายทั้งสอง ก่อนจะตัดสินใจเดินตรงไปข้างน้า ลองไปทุกทางแล้ว หากก็ยังไม่ถึงไหน เช่นนี้นเขาก็จะไปเส้นตรงนี่แหละ เผื่อว่าจะพบเจอผู้คนบ้าง
เสียงย่ำเท้าสวบสาบดังเข้ามาใกล้ ทำให้หญิงสาวที่นั่งในอาศรมสะดุ้งน้อยๆ เพราะการเพ่งสมาธิทำให้เธอได้ยินสรรพเสียงในป่าได้ชัดเจนขึ้น หญิงสาวเหลือบตามองท่านตาฤาษีที่เอาแต่นั่งหลับตานิ่ง ทั้งที่เธอเองก็มั่นใจว่า ท่านเองก็ได้ยินเช่นกัน ดีไม่ดีอาจมองเห็นเสียด้วยซ้ำไป
“ท่านตาเจ้าคะ มีคนมาเจ้าค่ะ”
“ตารู้แล้ว”ท่านผู้ทรงศีลลืมตาขึ้นมองอย่างแช่มช้า ก่อนจะยันกายลุกขึ้นยืน เตรียมตัวออกไปต้อนรับอาคันตุกะจากแดนไกล
อวัศยาที่นั่งพับเพียบอยู่อีกด้านจึงขยับกายลุกตามท่านไปด้วย คงมีเรื่องอะไรที่ข้างนอกเป็นแน่
เงาทะมึนสามร่างโผล่เข้ามาใกล้เขตอาศรม ท่ามกลางแสงดารดาษของเหล่าแมลงกลางคืน ที่ออกมาโบยบินยามค่ำคืน เงาแรกชะงักค้าง เมื่อแลเห็นว่าเบื้องหน้ามีแสงสว่างคล้ายคบไฟวับแวมอยู่
“รุทธิ์ โภไคย มาดูนี่สิ ข้าเห็นแสงไฟ”สีหานาทแทบจะตะโกนออกมาด้วยความยินดียิ่ง ทำให้หนุ่มน้อยทั้งสองพลอยตื่นเต้นขึ้นมาเช่นกัน
“ไหน ไหน”อวิรุทธิ์มองหาบ้าง ครั้นเมื่อเจอก็ยินดีไม่ต่างกัน
“เย้ เรารอดแล้ว รีบไปกันเถอะ” โภไคยออกอาการยิ่งกว่าใคร เขารีบสาวเท้าไปข้างหน้า มุ่งสู่แสงไฟเบื้องหน้าในทันที




......เป็นอย่างไรบ้างคะ พอจะต่อให้จบไหมเอ่ย....

ตัวอย่างนิยาย

Created Sat 27 Mar 2010 11:23:53 PM SGT | Last change Sat 27 Mar 2010 11:24:35 PM SGT

New forum

Created Fri 26 Mar 2010 08:05:23 PM SGT | Last change Fri 26 Mar 2010 08:05:23 PM SGT
 
Name
Email
Comment
Or visit this link or this one